วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551

สุนัขพันธุ์ ชิสุห์

Shin Tzu สันนิษฐานว่าสุนัขพันธุ์ชิห์สุมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน โดยใช้เป็นสัตว์เลี้ยงของพระจักรพรรดิ์ และเชื้อพระวงศ์ในพระราชสำนักในราชวงศ์หมิงและราชวงศ์แมนจู หลังจากนั้นได้มีการนำมาเลี้ยงในที่ต่างๆ ทั่วอังกฤษและยุโรป
ลักษณะทั่วไปเป็นสุนัขขนาดเล็ก ขนยาวจรดพื้น โครงสร้างมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความยาวลำตัวมากกว่าความสูง กว้างและลึก เส้นกลางหลังตรงไม่โค้ง ศีรษะมีลักษณะกว้างกลม จมูกและปากสั้นยาวไม่เกิน 1 นิ้ว บริเวณหน้าไม่มีรอยย่น รอยต่อระหว่างปากและหน้าเป็นมุมหักที่ชัดเจน ตามีลักษณะกลมโต นัยน์ตาสีเข้ม ตาไม่ยื่นโปนออกมา หูมีขนาดใหญ่และยาวปรกลงทั้ง 2 ข้าง ฟันหน้าบนและล่างขบกันพอดี หรือฟันล่างขบอยู่ด้านนอก หางม้วนงอวางพาดอยู่บนแผ่นหลังและขนยาวปรกคลุมนิสัยชิห์สุเป็นสุนัขที่มีนิสัยขี้เล่น อ่อนโยน ชอบเล่นกับเด็กขนาดขนาด เพศผู้ เพศเมีย ความสูง (เซนติเมตร) 9 - 11 9 - 11 น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) 4-7 4-7 ขนสุนัขชิห์สุที่ดีควรมีขนที่ยาวจรดพื้น เส้นขนอ่อนนุ่ม ดกแน่น และมีลักษณะเหยียดตรงไม่หยิกงอ และขนชั้นในควรมีเส้นเล็กนุ่มและสั้นกว่าขนชั้นนอก ขนบริเวณศีรษะควรยาวจนสามารถรวบเป็นกระจุกได้สีมีได้หลายสี ตั้งแต่ สีขาว ดำ เทา น้ำตาล และเทาแกมแดง 2 - 3 สี และมักมีมาร์คกิ้งเป็นสีขาว บริเวณใบหน้า ไหล่ สะโพก และปลายหาง
ลักษณะบกพร่อง
1. ศีรษะเล็กและแคบเกินไป
2. ฟันหน้าชุดบนขบเกยอยู่ด้านนอกฟันล่าง
3. ขนสั้น หรือหยิก
4. จมูกและปากยาวเกินไป
5. ขนบางไม่ดกแน่น

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2551

การฝึกสุนัข
สุนัขเป็นสัตว์ที่เฉลียวฉลาด มีไหวพริบและมีความทรงจำดี สามารถฝึกให้เชื่อฟังคำสั่งได้ง่าย เช่น หยุด นั่ง คอย ฯลฯ เราจึงควรหัดและฝึกฝนสุนัขที่เลี้ยงไว้ตามสมควร สุนัขที่ผ่านการฝึก จะเป็นสุนัขที่น่ารัก และมีคุณภาพมากขึ้น และสุนัขเองก็จะดูมีความสุขมากขึ้น เนื่องจากมีสัญชาตญาณในการ ที่จะเอาใจใส่และใกล้ชิดเจ้าของอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังทำให้สุนัขสามารถอยู่ร่วมในสังคมมนุษย์ ได้ดีมากขึ้น น่าจะเปรียบได้กับการอบรมขัดเกลาแล้ว ย่อมจะเป็นที่ชื่นชมของผู้อื่น
ก่อนฝึกหัดสุนัข ผู้ฝึกที่จะทำหน้าที่เป็นครูสอนบทเรียนต่างๆ จะต้องมีสำนึก และคุณสมบัติที่สำคัญ คือ
1. จะต้องมีนิสัยรักสุนัข รักที่จะฝึกสุนัข เข้าใจในพฤติกรรมและจิตใจของสุนัขพอสมควร2. มีความอดทน และเพียรพยายามสูง มีความตั้งใจแน่วแน่ จิตใจเข้มแข็ง ใจเย็ย สุขุม รอบคอบ ควบคุมอารมณได้เมื่อสุนัขไม่สามารถทำได้ดั่งใจนึก3. ต้องศึกษาหาความรู้เรื่องการฝึกสุนัขให้เข้าใจดี ต้องรู้ว่าจะฝึกสุนัขอย่างไร และให้ทำอะไร หาไม่แล้วจะเกิดความสับสนวุ่นวายทั้งคนและสุนัข เพราะไร้จุดหมายที่แน่นอนอายุของสุนัขที่จะทำการฝึกนั้น เข้าทำนอง “ ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ” ควรฝึกสุนัข เมื่อสุนัขยังมีอายุน้อยๆ ตั้งแต่เป็นลูกสุนัขอายุ 2 เดือน ขึ้นไป โดยฝึกจากสิ่งง่ายๆ ก่อน เช่น การขับถ่ายให้เป็นที่เป็นทาง รู้จักคำสั่งง่ายๆ อาจจะกล่าวได้ว่า การฝึกสุนัขขณะอายุน้อยๆ เป็นการฝึกชั้นอนุบาล เพื่อเป็นการเตรียมตัวไว้ฝึกในชั้นสูงๆ ที่ยากๆ

หลักการฝึก การฝึกสุนัขนั้นเรายึดหลักซึ่งได้มาจากการศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ที่เรียกว่า “ การตอบสนองอย่างมีเงื่อนไข ” ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือคือ “ ทำดีมีรางวัล ทำผิดโดนลงทัณฑ์ ” รวมกับหลักการต่างๆ ดังนี้1. มีขั้นตอนการฝึกที่แน่นอน จากง่ายๆ ไปหายาก2. ใช้เวลาฝึกในระยะสั้นๆ ในตอนเริ่มต้น เช่น ไม่ควรเกิน 10 นาที ต่อครั้ง โดยมีการพักช่วงละ 5-10 นาที3. อย่าทำให้การฝึกเป็นสิ่งที่น่าเบื่อสำหรับสุนัขในระยะเริ่มต้น อย่าดุหรือลงโทษจนสุนัขกลัวลนลาน และหากทำให้เป็นเรื่องสนุกสำหรับสุนัขได้เป็นการดี4. การออกคำสั่งให้สุนัขทำตาม ต้องคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงและต้องไม่ทำให้สุนัขสับสน5 .ให้รางวัลสุนัขทันที และทุกครั้งที่สุนัขปฏิบัติตามคำสั่งได้ถูกต้อง รางวัลที่ให้อาจเป็นตั้งแต่คำชมเช่น “ ดีมาก ” หรือสัมผัส เช่น ใช้มือตบเบาๆ บริเวณลำคอหรือลำตัว6 .แก้ไขทันทีที่สุนัขทำผิด การแก้ไขคือการลงโทษเป็นการลบล้างพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาของสุนัขออกไป การแก้ไขหรือห้าม ใช้คำพูดออกเสียงดุ นิยมใช้คำว่า “ ไม่ ” ออกเสียงสั้นๆ หนักและดัง ถ้าทำหน้าดุประกอบด้วยก็จะได้ผลมากขึ้นในทางจิตวิทยา เพราะสุนัขมีความสามารถอ่ารหน้าตาท่าทางของเจ้าของได้ดีเท่ากับการอ่านระดับเสียง หรืออาจลงโทษโดยการกระตุกสายสูงในกรณีที่ใช้สายจูงสุนัข ห้ามทำโทษสุนัขโดยการทุบตีหรือทำให้สุนัขเจ็บปวดจนเกินเหตุ เพราะสุนัขจะกลัวและเกลียดการฝึก

การฝึกในเรื่องระเบียบวินัยภายในบ้าน เมื่อเตรียมครู รู้หลักการแล้ว จึงเตรียมสุนัขให้พร้อมที่จะรับการฝึก สิ่งแรกที่สุนัขต้องรู้จักคือ ชื่อของมัน การตั้งชื่อสุนัขถือหลักการออกเสียงและการจดจำได้ง่าย ควรเป็นคำสั้นๆ ไม่เกิน 2 พยางค์ สมาชิกทุกคนในบ้านควรมีส่วนในการตั้งชื่อด้วย เพื่อให้ได้ชื่อที่เหมาะสมที่สุด การเปลี่ยนชื่อสุนัขบ่อยๆ จะทำให้สุนัขสับสน เพราะลูกสุนัขจะจำชื่อตัวเองได้เร็วมาก ยิ่งเป็นคำสั้นๆ กะทัดรัด และหนักแน่นเท่าไร สุนัขก็จะยิ่งจำได้ง่ายข้นเท่านั้น และเมื่อมีชื่อแล้วก็ต้องหมั่นเรียกบ่อยๆ เพราะถ้ายิ่งเรียกบ่อย สุนัขก็จะจำได้ง่ายขึ้น และเป็นประโยชน์ในการฝึกต่อไปอย่างมาก
1 .การฝึกสุนัขให้ถ่ายเป็นที่เป็นทาง ก่อนอื่นควรจะกำหนดสถานที่ที่เหมาะสมเอาไว้ เช่น ห้องส้วม หรือมุมใดมุมหนึ่งในบ้าน ต่อไปต้องพยายามสังเกตอาการของสุนัขว่ามันต้องการถ่ายหรือยัง ตามปกติลูกสุนัขมักจะร้องคราง ดมกลิ่นที่พื้นหรือวิ่งวนเป็นวงกลม นั่นแสดงว่าต้องการขับถ่าย ลูกสุนัขอายุ 3-6 เดือน จะขับถ่ายประมาณวันละ 5 ครั้ง อายุ 6 เดือน วันละ 4 ครั้ง สุนัขโตแล้ววันละประมาณ 3 ครั้ง ลูกสุนัขมักต้องการถ่ายปัสสาวะเมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้า หรือหลังกินอาหารแต่ละมื้อ เมื่อพบว่าสุนัขต้องการขับถ่าย จะต้องรีบพาไปยังสถานที่ที่เตรียมไว้ทันที ทำเช่นนี้ 2-3 ครั้งสุนัขก็จะทำได้ อย่าปล่อยให้ขับถ่ายเรี่ยราดตามที่ต่างๆ หากสุนัขทำผิดก็อย่าไปตีหรือลงโทษอย่างอื่นควรใช้เสียงดุว่า “ไม่” แล้วรีบนำไปยังสถานที่ที่เตรียมไว้ เมื่อสุนัขปฏิบัติได้ ก็ควรชมเชยเพื่อให้เข้าใจว่าได้ทำถูกต้องแล้วบ่อยๆครั้งเข้าลูกสุนัขย่อมเกิดการเรียนรู้ และผลสุดท้ายก็จะไปถ่ายตามที่เตรียมไว้อย่างอัตโนมัติ
2 .ฝึกการกินอยู่ หลับนอน การกินอาหารของสุนัขก็ต้องได้รับการฝึกหัดเช่นกัน หากเลี้ยงสุนัขหลายตัวควรแยกสถานที่ให้สุนัขกินให้ห่างกัน เพื่อป้องกันการแย่งกินอาหารและหวงอาหาร ครั้งใดที่สุนัขกินอาหารไม่หมดก็ให้รีบเก็บจานเสีย อย่าทิ้งไว้ให้กินอีกต่อไป จะทำให้สุนัขนิสัยไม่ดี กินอาหารไม่เป็นเวล่ำเวลา หรือแม้แต่การที่สุนัขได้รับอาหารจากบุคคลอื่นนอกเวลาอาหารก็เป็นสิ่งไม่ดี เป็นการเพาะนิสัยให้เป็นสุนัขขอทานได้ จึงควรต้องระวังไม่ให้รับอาหารจากบุคคลอื่นยกเว้นเจ้าของ ลูกสุนัขจึงควรมีที่หลับนอนเป็นสัดส่วนของตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ควรนำลูกสุนัขไปนอนร่วมห้อง หรือบนเตียงด้วยความสงสารหรือเพราะเหตุผลใดๆ เพราะถ้าเริ่มเลี้ยงจากการเอเาไว้ในบ้าน พอลูกสุนัขเริ่มโต หากจับย้ายออกไปขังกรงนอกบ้าน ลูกสุนัข หรือแม้แต่โตแล้วส่วนใหญ่จะไม่ยินยอม เพราะมันคิว่าเป็นการถูกทอดทิ้ง อาจจะร้องไห้หวยหวนทั้งคืน จะทำให้เจ้าของบ้านหรืเพื่อนบ้านไม่เป็นอันหลับอันนอน เนื่องจากเสียงหนวกหูจากสุนัข
3 .ฝึกป้องกันนิสัยชอบกัดแทะสิ่งของ เป็นธรรมชาติของลูกสุนัขทั้งหลายที่ซนและชอบกัดแทะสิ่งของต่างๆ เพราะมันเริ่มมีฟันจึงกัดแทะเครื่องใช้สิ่งของในบ้าน ลูกสุนัขต้องการกัดแทะสิ่งของเพื่อความสะอาดของฟัน นวดเหงือกขจัดฟันน้ำนมให้หลุดเร็วๆ รวมทั้งการระบายความเครียด หรือเพราะไม่มีอะไรทำ ไม่มีใครเล่นด้วย จึงหาสิ่งของมากัดเล่น ควรหาเครื่องเล่นสำหรับสุนัข เช่น ลูกบอลเล็กหรือกระดูกยาง หรือวัสดุที่ทนทานต่อการกัดแทะให้สุนัขกัดเล่น ป้องกัดไม่ให้ไปทำลายสิ่งของอื่นในบ้าน เมื่อเห็นว่าสุนัขกัดสิ่งของอื่นๆ ที่ไม่ประสงค์ต้องออกคำสั่งว่าอย่า หรือไม่ แล้วจับปากแยกออกพร้อมดึงของออกจากปาก อย่าพยายามดึงสิ่งของที่สุนัขคาบอยู่ เพราะสุนัขอาจคิดว่าเราอยากเล่นกับมันด้วย ใช้น้ำเสียงดุและปฏิบัติที่ถูกต้อง ก็จะจำได้

การฝึกสุนัขให้เชื่อฟังคำสั่งขั้นต้น หลังจากที่ลูกสุนัขมีวินัยพอสมควรในเรื่องต่างๆ ข้างต้น และผู้ฝึกสามารถสื่อสารกับสุนัขในการสั่งห้ามและชมเชย ต่อไปก็ควรฝึกคำสั่งพื้นฐานอื่นๆเช่น การเดิน นั่ง หมอบ รอ และมาหา อาจต้องแสดงท่าทางประกอบ หรือค่อยจัดท่าให้ทำตามคำสั่ง สอนทุกวัน สาธิตให้ดูซ้ำและซ้ำอีก อย่าหมดความอดทนหรือ อารมณ์เสียก่อน ต้องคิดเสมอว่าเรากำลังสาธิตให้สุนัขทำบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งไม่เป็นสัญชาตญาณตั้งแต่เกิด
อุปกรณ์ในการฝึกที่สำคัญสองอย่างคือ โซ่คอและสายฝึก ควรหาปลอกคอที่กว้างพอสมควร อย่าให้บีบรัดคอมากเกิดไป สายฝึกเป็นหนังหรือเป็นผ้าขนาดยาวประมาณ 5 ฟุต สายฝึกจะติดอยู่กับปลอกคอ เพ่อเชื่อมโยงระหว่างผู้ฝึกกับสุนัข และการใช้โซ่คล้องคอสุนัขจะต้องให้ห่วงที่คล้องสายฝึกอยู่ทางด้านซ้ายของสุนัขเสมอ เพื่อไม่ให้โซ่รัดคอเมื่อไม่ได้ดึงสายฝึก ในตอนแรกอาจจะต้องหัดให้สุนัขคุ้นเคยกับโซ่คอเสียก่อน เพราะสุนัขบางตัวไม่ยอมให้ใส่ปลอกคอ หรือล่ามโซ่ เพราะความไม่เคยชิน ฝึกหัดเข้าสายจูงให้ตึงเท่านั้น สุนัขอาจจะขันขืนก็ให้ปล่อยสายจูงและพูดปลอบจนสุนัขนิ่งจึงค่อยๆ จูงเดินระยะ 2-3 ก้าว ชมสุนัขเมื่อไม่ขัดขืน แล้วจึงเพิ่มระยะทาง กรฝึกเข้าสายจูงและการเดินจูงอาจกินเวลา 3-4 วัน ในการจูงสุนัขต้องให้สุนัขอยู่ทางด้านซ้ายเดินชิดเข่า อาจกระตุ้นให้สุนัขเข้ามาใกล้ตัว โดยการตบต้นขาซ้ายแล้วบอกว่า “ชิด” และถ้าสุนัขเข้ามาชิดตัวให้ลูบหัวหรือตบไหล่ซ้ายของสุนัขเบาๆ แล้วชมว่า “ดีมาก” การเรียกชื่อสุนัขประกอบทุกครั้งจะช่วยให้สุนัขสนใจดีขึ้น1. ฝึกเดิน ให้สุนัขอยู่ทางด้านซ้ายมือของผู้ฝึก ใช้คำสั่ง “เดิน” เพียงคำเดียว แล้วเริ่มออกเดิน อาจจะต้องดึงสายฝึกเล็กน้อยเพื่อให้สุนัขทำตาม พยายามเดินช้า อย่ากระชากลากถู ถ้าสุนัขไม่ทำตามหรือเดินล้าหลัง ให้กระตุกสายฝึกเบา ๆ ให้สุนัขเดิมตามทัน และชมเชยทุกครั้ง หากสุนัขเดินนำหน้าหรือเดินออกห่างไปอย่าเร่งฝีเท้าหรือวิ่งตาม เพราะจะนิ่งเตลิดออกไป ค่อย ๆ ดึงสายฝึกให้กลับมาหรือเดินช้าลง พยายามเดินคู่กันตลอด ควรฝึกเดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อหัดเดินตรงและเลี้ยว ชมเชยทุกครั้งที่สุนัขปฏิบัติได้ถูกต้อง
2. ฝึกหยุดอยู่กับที่ เมื่อจูงสุนัขมาได้สักระยะหนึ่ง ให้ชิดเท้าหยุดพร้อมกับออกคำสั่ง “หยุด” และดึงสายจูง สุนัขจะหยุดให้รางวัลโดยการตบเบา ๆ ที่ไหล่ซ้ายหรือลำคอ ชมว่า “ดีมาก” ทำซ้ำ 5-6 ครั้ง สุนัขจะหยุดได้เองหลังจากออกคำสั่งโดยไม่ต้องออกคำสั่งโดยไม่ต้องดึงสายจูง
3. ฝึกนั่ง หลังจากที่สุนัขหยุดได้ถูกต้องเมื่อออกคำสั่ง ต่อมาอีก 2-3 วัน ให้ทำการฝึกสุนัขนั่ง เริ่มจากสั่งให้สุนัขหยุดจากนั้นสักครู่จึงออกคำสั่ง “นั่ง” พร้อมทั้งกับดึงสายจูงขึ้น ขณะเดียวกันใช้มือซ้ายกดท้ายสุนัขลงไป การฝึกนั่งสุนัขพันธุ์ใหญ่ๆ บางตัวอาจจะต้องใช้แรงดึงสายจูงและกดท้ายหนักๆ ในตอนแรกๆและต้องทำซ้ำหลายๆครั้ง จนสุนัขเข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้อง จึงชมเชยสุนัข
4. ฝึกหมอบ เมื่อสุนัขรู้จักนั่งตามคำสั่งได้ดีแล้ว ก็ฝึกให้สุนัขรู้จักการหมอบ การฝึกขั้นนี้จะทำต่อเนื่องกันไปจากการฝึกนั่งคือ เมื่อสุนัขนั่งเป็นแล้ว ก็สอนให้สุนัข “หมอบ” โดยการออกคำสั่ง “หมอบ” พร้อมกับก้มตัวดึงสายจูงลง หากจำเป็นต้องใช้มือซ้ายช่วยกดไหล่ของสุนัขด้วย ทำซ้ำๆจนสุนัขทำได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องใช้แรงบังคับ
5. ฝึกคอย หลังจากที่สุนัขนั่งและหมอบตามคำสั่งได้ดีแล้ว การสั่งให้สุนัขคอยจะเป็นเรื่องที่ง่ายมาก โดยการออกคำสั่งว่า “คอย” ประกอบสัญญาณมือ ด้วยการยกมือขวาหันหน้ามือไปทางสุนัข
การสั่งสุนัขคอยในตอนแรกให้ก้าวขามาข้างหน้าสุนัข 1 ก้าว แล้วหันหน้าไปออกคำสั่ง “ไม่” แล้วตามด้วยคำว่า “คอย” ทำเช่นนี้ซ้ำกันหลายๆครั้ง พร้อมกับเริ่มระยะทางห่างจากสุนัขจนถึงสุดสายจูง และเพิ่มเวลาการให้สุนัขคอยอย่างน้อย 5 นาที ให้รางวัลทุกครั้งเมื่อสุนัขทำได้ถูกต้องตามคำสั่ง
6. ฝึกมา ควรเรียกชื่อสุนัขแล้วตามด้วยคำสั่ง “มานี่” ถ้ามันไม่มา อาจต้องเดินไปหาแล้วอุ้มมายังที่ๆ ผู้ฝึกยืนอยู่ ฝึกจนกว่าสุนัขจะเชื่อมโยงคำสั่งกับการกระทำ อย่าลืมชมเชยทุกครั้ง
ทุกขั้นตอนของการฝึกที่กล่าวมานี้ ต้องเป็นไปตามลำดับและอาจต้องใช้เวลาทั้งสิ้น 5-6 สัปดาห์ สุนัขจึงจะต้องปฏิบัติได้อย่างคล่องแคล่ว จากนั้นจึงจะฝึกโดยเริ่มจากการเดิน หยุด นั่ง หมอบ คอย ต่อไป ส่วนวิธีการฝึกก็เหมือนกับการฝึกในการฝึกในสายจูงทุกประการ ทั้งหมดนี้ก็เป็นการฝึกสุนัขขั้นพื้นฐานอันจำเป็นสำหรับการฝึกในขั้นสูงต่อไป ความรัก ความสนใจ ความอดทน ที่ผู้ฝึกมีให้แก่สุนัข อาจทำให้ค้นพบวิธีการที่เหมาะสมอื่นๆ ได้ แต่หลักการสำคัญในเรื่องคำชม คำห้ามอื่นๆ ควรยึดเป็นหลักไว้ ปัจจุบันมีโรงเรียนฝึกสุนัขเกิดขึ้นหลายแห่ง ซึ่งหากมีข้อสงสัยใดๆ ในการฝึก ก็อาจสอบถามจากโรงเรียนเหล่านี้ หรือจากคอกเลี้ยงสุนัข

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เสริมสร้างสุขภาพลูกสุนัขให้แข็งแรง


ไม่ว่าคุณจะหลงใหลสุนัขล่าหมาป่าพันธุ์ไอริชตัวยักษ์หรือบรัสเซลล์กริฟฟอนตัวจิ๋วก็แล้วแต่โลกนี้มีสุนัขมากมายหลายพันธุ์ให้คุณได้เลือกตามชอบใจ ความหลากหลายสายพันธุ์นี้เองที่ทำให้สุนัขน่าสนใจแต่ก็ทำให้การเลี้ยงมันให้แข็งแรงสมบูรณ์ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นเดียวกัน ขนาดของแต่ละสายพันธุ์จะเป็นตัวบอกถึงระดับการเผาผลาญอาหาร อัตราการเติบโต และอายุขัยที่ต่างกัน สุนัขชิวาวาหนัก 5 ปอนด์ กับนิวฟาวแลนด์หนัก 150 ปอนด์ต่างก็มีพัฒนาการและเติบโตเต็มที่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน แต่แน่นอนว่านิวฟาวแลนด์ที่ร่างกายใหญ่กว่า 30 เท่าย่อมมีอัตราการเติบโต (น้ำหนักตัวต่อปอนด์ต่อเดือน) และเนื้อเยื่อที่มากกว่าชิวาวาตัวจ้อยอยู่มากโข ดังนั้นในการเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงคุณต้องคำนึงถึงความแตกต่างที่ว่านี้ด้วย วัยเด็กเป็นช่วงที่เนื้อเยื่อร่างกายของสุนัขทุกสายพันธุ์เติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเจ้าของหรือผู้เพาะพันธุ์ก็ต้องไม่ลืมวางแผนการให้อาหารสัตว์ให้ดี เพื่อให้เหมาะสมกับอัตราการใช้พลังงานและสารอาหารที่จำเป็นของสัตว์ซึ่งจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่าลืมว่า ลูกสุนัขก็ต้องการสารอาหารเหมือนสุนัขที่โตแล้ว ต่างกันที่ปริมาณเท่านั้นเอง

สุนัขพันธุ์เล็ก จากการสังเกตคุณคงพอทราบว่า สุนัขพันธุ์เล็กจิ๋วทั้งหลายต้องการพลังงานต่อน้ำหนักมากกว่า 125 พันธุ์ใหญ่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอัตราการเผาผลาญอาหารจะสัมพันธ์กับพื้นผิวร่างกายทั้งหมด และเนื่องจากสุนัขพันธุ์เล็กจะมีสัดส่วนพื้นผิวร่างกายเทียบกับน้ำหนักตัวที่สูงกว่าสุนัขพันธุ์ใหญ่ จึงต้องการพลังงานต่อน้ำหนักตัว (ปอนด์หรือกก.) ที่มากกว่าด้วย นอกจากนี้สุนัขพันธุ์เล็กจะมีกระเพาะเล็กกว่า จึงรับอาหารได้ในปริมาณจำกัด อาหารสุนัขที่เหมาะกับสายพันธุ์นี้จึงควรมีแคลอรี่สูงกว่า และระดับ "ความเข้มข้นของสารอาหาร" มากกว่า ความสามารถในการย่อยได้มากก็เป็นปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม จึงควรเตรียมอาหารที่มีสารอาหารเหมาะสมโดยแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ รูปร่างและขนาดของเม็ดอาหารก็ควรเหมาะกับขนาดปากเล็กๆ ของสัตว์เพื่อช่วยให้เคี้ยวง่าย สุนัขพันธุ์กลาง ข้อมูลเกี่ยวกับสารอาหารและสุขภาพของสุนัขพันธุ์เล็กและใหญ่มักจะหาอ่านได้ไม่ยาก แต่ถ้าเป็นพันธุ์ขนาดกลาง เช่น บีเกิ้ล สแปเนียล และเฮิร์ดดิ้งแล้วล่ะก็ คุณอาจต้องคอยสังเกตเอาว่าสิ่งที่มันต้องการน่าจะ "อยู่กึ่งกลาง" แต่ก็ไม่ดีนัก เพราะบางครั้งปัญหาเกี่ยวกับสารอาหารของสุนัขพันธุ์ใหญ่ เช่น ปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการทางกระดูก ก็อาจเกิดกับสุนัขขนาดกลางได้เป็นบางครั้ง สุนัขขนาดกลางจะต้องการพลังงานในระดับปานกลางขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ถ้าเป็นสุนัขที่กระฉับกระเฉงว่องไว ก็ควรให้อาหารที่แคลอรี่เข้มข้นปานกลาง เม็ดอาหารก็ควรใหญ่ปานกลาง ทั้งนักโภชนาการและสัตวแพทย์ได้กำหนดระดับโภชนาการและการดูแลสุขภาพให้สุนัขขนาดกลาง รวมทั้งอาหารที่มีสารอาหารเหมาะสมไว้ให้แล้ว แต่ในบางครั้งก็ต้องพิจารณาความต้องการของสุนัขพันธุ์เล็กและพันธุ์ใหญ่ประกอบไปด้วย เพราะสุนัขขนาดกลางนั้น “อยู่ตรงกลาง” จริงๆ

สุนัขพันธุ์ใหญ่ สุนัขยอดนิยมหลายพันธุ์มักจะเป็นพันธุ์ใหญ่หรือใหญ่มาก มีน้ำหนักมากกว่า 50 ปอนด์เมื่อโตเต็มที่และเป็นกลุ่มที่มีผู้สนใจค้นคว้าวิจัยด้านโภชนาการอาหารไว้มากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากพันธุ์นี้มีแนวโน้มจะมีปัญหาด้านพัฒนาการของกระดูกนั่นเอง แต่ข่าวดีก็คือ ปัญหาที่ว่าสามารถควบคุมได้ด้วยการให้อาหารที่มีสารอาหารเหมาะสม (ในบทความนี้ จะใช้คำว่า "สุนัขพันธุ์ใหญ่" สำหรับสุนัขพันธุ์ใหญ่และใหญ่มาก) ผลการวิจัยแสดงว่าสุนัขพันธุ์ใหญ่ที่ได้รับสารอาหารไม่เหมาะสมในวัยเด็กจะมีปัญหาด้านกระดูกหลายอย่าง 22 เปอร์เซ็นต์ของสุนัขที่อายุต่ำกว่า 1 ปี จะมีปัญหาในการพัฒนาของกระดูก ซึ่งมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของสุนัขกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากปัญหาโภชนาการ ปัญหาโภชนาการในลูกสุนัข ได้แก่1. การให้อาหารอย่างอิสระโดยมีแคลอรี่มากเกินไป และ 2. การให้แคลเซี่ยมเสริมในช่วงเจริญเติบโต ผลการวิจัยปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า สุนัขใหญ่จะมีพัฒนาการทางกระดูกที่เหมาะสมในช่วงเจริญเติบโตได้โดยการให้อาหารที่มีโปรตีน 26 เปอร์เซ็นต์ (จากอาหารผลิตจากสัตว์ที่มีคุณภาพดี), ไขมัน 14 เปอร์เซ็นต์, แคลเซียม 0.80 เปอร์เซ็นต์ และ ฟอสฟอรัส 0.67 เปอร์เซ็นต์ จุดเริ่มต้นของปัญหาการพัฒนากระดูกมักจะสัมพันธ์กับการเติบโตอย่างรวดเร็วของกระดูกชิ้นยาว โรคที่พบมากได้แก่ e canine hip dysplasia, osteochondrosis, และ hypertrophic osteodystrophy การลดอาหารที่ให้พลังงานสูง และอาหารเร่งการเติบโต จะช่วยให้คุณควบคุมอัตราการเติบโตของลูกสุนัขพันธุ์ใหญ่ได้ง่ายขึ้น ทำให้อัตราการเติบโตชะลอตัวอยู่ในระดับปานกลางและสัมพันธ์กับลักษณะการเติบโตตามพันธุกรรมของสัตว์อีกด้วย ผลคือ เมื่อโตเต็มวัยแล้วสุนัขจะมีขนาดใหญ่ไม่ต่างจากเดิม แต่มีโครงสร้างกระดูกที่ดีและรองรับการเติบโตในวัยเด็กได้ดีกว่า หากต้องการให้ลูกสุนัขพันธุ์ใหญ่ได้รับสิ่งที่จำเป็นอย่างเหมาะสม คุณต้องการให้อาหารที่ให้ระดับพลังงานปกติและแคลเซียมต่ำ ซึ่งมีวางจำหน่ายทั่วไป เป็นอาหารสำหรับลูกสุนัขพันธุ์ใหญ่นั่นเองอย่างหนึ่งที่ตรงข้ามกับความเชื่อทั่วไป คือ การเพิ่มระดับโปรตีนไม่ทำให้เกิดปัญหาการเติบโตของกระดูกหรือข้อต่อ แต่อาหารที่แคลอรี่สูงเกินไปและการให้อาหารอย่างไม่จำกัดต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่กว่าความเชื่ออีกอย่างที่ว่า อาหารสำหรับลูกสุนัขไม่ดีต่อสุนัขพันธุ์ใหญ่มาก ก็ได้รับการพิสูจน์ผลการวิจัยแล้วว่าไม่เป็นความจริง

บทบาทสำคัญของ DHA ลูกสุนัขก็เหมือนลูกคนในแง่ที่ว่า ความสามารถในการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับพัฒนาการทางสมองที่ดี ผลวิจัยแสดงว่าลูกสุนัขจะมีมวลสมองเพียง 90 เปอร์เซ็นต์ของสุนัขโตเมื่อมีอายุ 12 สัปดาห์ ส่วนพัฒนาการทางประสาทจะเติบโตต่อไปจนถึงช่วงหลังหย่านมแม่แล้ว การให้ลูกสุนัขทานอาหารที่มีส่วนผสมของปลา ซึ่งอุดมด้วยสาร DHA และกรดไขมันโอเมก้า 3 จะช่วยเสริมการพัฒนาเนื้อเยื่อระบบประสาท ทำให้ลูกสุนัขเรียนรู้ได้ดีฉลาด และรับการฝึกหัด

ระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสม ลูกสุนัขทุกสายพันธุ์จำเป็นต้องได้รับการดูแลเรื่องระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเหมาะสม เนื่องจากอาหารจำพวกแป้งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นหลังกินเข้าไป ผู้เพาะพันธุ์และเจ้าของจึงควรสังเกตอย่างระมัดระวัง ในระหว่างการเรียนรู้เรื่องโภชนาการอาหารสุนัข ผลวิจัยแสดงว่าอาหารพวกแป้งมีผลต่อระดับการตอบสนองของน้ำตาลในเลือดหลังกินอาหารและระดับการตอบสนองของอินซูลินจากตับอ่อน การลดระดับการตอบสนองดังกล่าวจะเป็นผลดีมากกว่า เนื่องจากช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่และมีพลังงานที่พอเพียง หากคุณนำข้าวมาเป็นแหล่งอาหารจำพวกแป้งให้สุนัขปริมาณกลูโคสและอินซูลินของสุนัขจะสูงมาก (ซึ่งไม่ดีเท่าไร) ในขณะที่การให้ข้าวฟ่าง เป็นแหล่งอาหารจำพวกแป้งจะทำให้ระดับการตอบสนองของกลูโคสลดลง (ซึ่งก็ดีกว่า) ส่วนข้าวบาร์เล่ย์จะช่วยลดระดับการตอบสนองของอินซูลินได้ ดังนั้น ผู้เพาะเลี้ยงและเจ้าของจึงควรให้อาหารสุนัข โดยการผสมคาร์โบไฮเดรตจากข้าวฟ่างและข้าวบาร์เล่ย์ เพื่อให้ระดับการตอบสนองของน้ำตาลในเลือดและอินซูลินทำงานอย่างเหมาะสม

บทสรุป ความหลากหลายของสายพันธุ์สุนัขทำให้เกิดความแตกต่างที่น่าสนใจในด้านโครงสร้าง บุคลิกและความต้องการสารอาหารของสุนัข คุณเองก็ช่วยให้ลูกสุนัขมีสุขภาพที่แข็งแรงได้ด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องสารอาหารที่ผ่านการค้นคว้าวิจัยมาอย่างเหมาะสมสำหรับสุนัขแต่ละขนาดและสายพันธุ์ โปรดอย่าลืมว่า สุนัขพันธุ์เล็กและกลางมักต้องการระดับแคลอรี่มากกว่าเพื่อรองรับอัตราการเผาผลาญอาหารที่สูงกว่า ส่วนสุนัขพันธุ์ใหญ่จะต้องการแคลอรี่และแคลเซียมแค่ปานกลาง ในช่วงเจริญเติบโตและทุกสายพันธุ์ควรได้รับ DHA และสารอาหารที่ช่วยควบคุมระดับการตอบสนองของน้ำตาลในเลือดและอินซูลิน โดยการให้แหล่งอาหารจำพวกแป้งเป็นข้าวบาร์เล่ย์และข้าวฟ่าง

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ไข้หัดสุนัข


ไข้หัดสุนัขคืออะไร
ไข้หัดสุนัข หรือ canine distemper เป็นโรคที่เกิดขึ้นในสัตว์ตระกูลสุนัข ไข้หัดเป็นโรคชนิดที่มีผลต่อประชากรสุนัขในโลกมากที่สุดโรคหนึ่ง สุนัขที่โตเต็มที่ที่ติดเชื้อนี้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์จะตาย ส่วนในลูกสุนัขอัตราการป่วยตายประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์
ในสุนัขบางตัวที่ป่วยและมีภูมิต้านทานต่อเชื้อ สุนัขอาจจะไม่ตายจากการติดเชื้อ แต่มักจะมีความผิดปกติ(ตลอดไป) เช่น เกี่ยวกับระบบประสาท เนื่องจากเชื้อไวรัสทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบประสาท รวมทั้งประสาทรับกลิ่น การฟัง หรือแม้กระทั่งเกี่ยวกับการมองเห็น ส่วนอาการที่ทำให้เกิดอัมพาตบางส่วน หรือทั้งตัวพบได้น้อย ส่วนโรคอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปอดชื้นเป็นภาวะที่พบได้บ่อยมาก มักเกิดแทรกซ้อนขึ้นเมื่อสุนัขมีความอ่อนแอจากการติดเชื้อไวรัสไข้หัด
ลูกสุนัข หรือสุนัขที่มีอายุน้อยมักจะไวต่อการติดเชื้อ แต่โรคนี้ก็สามารถเกิดขึ้นในสุนัขที่มีอายุมากได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยกว่า นั่นหมายความว่าโรคไข้หัดสุนัขพบได้ในสุนัขทุกอายุ แมวเป็นสัตว์ที่ไม่ไวต่อการติดเชื้อไข้หัดสุนัข ส่วนโรค "ไข้หัดแมว หรือ feline distemper"ไม่ติดคน
ไข้หัดมีผลต่อสุนัขอย่างไร
โรคไข้หัดสุนัขเป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรงสำหรับสุนัขเกิดจากเชื้อไวรัสขนาดเล็ก
เชื้อไวรัสไข้หัดสุนัขติดต่อได้ด้วยการสัมผัสกับสิ่งคัดหลั่งจากตาและจมูกของสุนัขที่ป่วยเป็นโรคนี้ แต่การสัมผัสกับน้ำปัสสาวะและอุจจาระของสุนัขที่ป่วยสามารถทำให้ติดโรคนี้ได้เหมือนกัน สุนัขปกติสามารถติดเชื้อได้โดยที่ไม่ได้สัมผัสกับสุนัขที่เป็นไข้หัดสุนัขก็ได้ คอกสุนัข หรือบริเวณที่สุนัขเล่น หรืออยู่ของสุนัขป่วยอาจจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อไปยังสุนัขปกติได้ การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไข้หัดสุนัขสามารถแพร่ไปได้โดยทางอากาศและวัตถุสิ่งของต่างๆ
อาการป่วยของสุนัขที่ป่วยด้วยโรคไข้หัดสุนัขมักมีไม่มีรูปแบบที่แน่นอน ด้วยเหตุนี้ในบางครั้งทำให้วินิจฉัยได้ช้า ทำให้การรักษาทำได้ช้ากว่าปกติ หรือละเลยโรคนี้ไป เนื่องจากในบางครั้งสุนัขจะมีอาการเหมือนกับเป็นหวัดอย่างรุนแรง สุนัขส่วนใหญ่ที่ป่วยเป็นโรคนี้ มักมีไข้สูงและสุนัขบางตัวอาจจะพบอาการของหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบและมีอาการกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบอย่างรุนแรงอย่างรุนแรงได้
อาการที่พบได้ในระยะแรกๆ ของการติดเชื้อไข้หัดสุนัขคือ เจ้าของอาจจะพบว่าสุนัขมีอาการตาอักเสบ ไม่สู้แสง มีขี้ตามาก สุนัขมีน้ำหนักตัวลด ไอ อาเจียน และมีน้ำมูก บางครั้งอาจจะพบว่าสุนัขมีอาการท้องเสียร่วมด้วย การติดเชื้อในระยะท้ายๆ มักจะพบว่าเชื้อไวรัสมีการเข้าไปอยู่ในระบบประสาท ทำให้สุนัขมีอาการอัมพฤก มีอาการชักกระตุก เกร็งได้ สุนัขที่ป่วยด้วยโรคนี้มักจะซึม ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการกินอาหารด้วย
ในบางครั้ง หรือในสุนัขบางตัวสุนัขป่วยอาจจะแสดงอาการไม่มาก หรือไม่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ เช่น สุนัขอาจจะมีไข้เพียงเล็กน้อยเป็นระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ หรือถ้ามีภาวะปอดชื้น หรือมีการอักเสบของลำไส้ หรืออาการอื่นๆ เกิดขึ้น มีผลทำให้การฟี้นตัวของสุนัขในกลุ่มนี้ยาวนานออกไป (สุนัขกลุ่มนี้มักไม่ตาย) ปัญหาทางระบบประสาทมักจะพบได้ภายหลังจากที่สุนัขฟื้นตัวจากการป่วย(หลายสัปดาห์) ในสุนัขบางรายเชื้อไวรัสจะทำให้มีการเจริญของ tough keratin cells ของฝ่าเท้า ทำให้ฝ่าเท้าหนาและแข็ง
โรคไข้หัดสุนัขเป็นโรคที่พบได้อย่างแพร่หลายและอาการป่วยจากการติดเชื้อค่อนข้างผันแปร มีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง ดังนั้นควรนำสุนัขที่สงสัยว่าป่วยไปพบสัตวแพทย์ เพื่อตรวจและวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้องเป็นการดีที่สุด
การป้องกัน
สุนัขที่รอดชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสไข้หัดสุนัขมักจะมีภูมิต้านทานที่เพียงพอที่จะต่อสู้กับเชื้อไวรัส สุนัขจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกสุนัขมักจะตายจากการติดเชื้อไวรัสนี้ การป้องกันโรคที่ดีที่สุดคือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรค แต่ยังไม่มีวัคซีนชนิดใดเลยที่สามารถจะให้ภูมิคุ้มกันได้ตลอดชีวิตของสุนัข ดังนั้นสุนัขจึงต้องมีการฉีดวัคซีนกระตุ้นเป็นประจำทุกปี
ลูกสุนัขที่เกิดมาจะมีภูมิคุ้มกันโรคนี้ในระดับหนึ่ง ภูมิคุ้มกันนี้เป็นภูมิคุ้มกันที่ได้รับมาจากแม่สุนัขหลังจากที่คลอดออกมาแล้ว ผ่านทางนมน้ำเหลือง(ไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังคลอด) ดังนั้นระดับภูมิคุ้มกันของลูกสุนัขจึงขึ้นอยู่กับภูมิกันของแม่สุนัข โดยทั่วไปมักมีระดับไม่สูงมากนัก ภูมิคุ้มกันที่รับจากแม่สุนัขผ่านทางนมน้ำเหลืองนี้จะลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อลูกสุนัขอายุประมาณ 8 วันระดับภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากแม่จะลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง และลดลงประมาร 3 ใน 4 หรือ 75 เปอร์เซ็นต์ที่อายุประมาณ 2 สัปดาห์
ดังนั้นการฉีดวัคซีนให้กับลูกสุนัขจึงมักกระทำเมื่อระดับภูมิคุ้มกันจากแม่หมดไป ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกันในกระแสเลือด แต่โดยทั่วไปมักจะทำการฉีดวัคซีนเข็มแรก เมื่อลูกสุนัขอายุประมาณ 8 สัปดาห์
การมีสุขภาพดีของสุนัข
สัตว์เลี้ยงที่มีสุขภาพดีจะเป็นสัตว์เลี้ยงที่เป็นเพื่อนที่มีความสุข เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสัตว์เลี้ยงของท่านมีชีวิตที่ดี เจ้าของสัตว์จะต้องให้ความใส่ใจในการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิดและเป็นประจำ เพื่อลดโอกาสการป่วยชองสัตว์ ดังนั้นเจ้าของสุนัขควรปรึกษา หรือนำสัตว์ไปพบสัตวแพทย์ เมื่อพบว่า สุนัขมีอาการต่างๆเหล่านี้
พบมีสิ่งคัดหลั่งที่ผิดปกติออกจากจมูก ตา หรือช่องเปิดอื่นๆของร่างกาย
สัตว์เลี้ยงไม่กินอาหาร มีน้ำหนักลดลง หรือกินน้ำมากขึ้นกว่าปกติ
ขับถ่ายลำบาก หรือผิดปกติ หรือไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้
พบมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ หรือพบมีความดุร้ายขึ้นอย่างกระทันหัน หรืออ่อนเพลีย
พบมีก้อนผิดปกติ เดินกระโผลกกระเผลก ลุกหรือนอนลำบาก
มีการสั่นหัวมากผิดปกติ เกา หรือเลีย หรือกัดแทะตามลำตัวมากผิดปกติ
มีรังแค ขนร่วง มีแผลกดทับ หรือมีขนหยิกหยอง หยาบไม่มันวาว
ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น หรือพบมีหินปูนเกาะที่ฟันมาก

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

การเลี้ยงสุนัข





ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของลูกสุนัข
ลูกสุนัขที่ได้มาใหม่จะนำความปิติมาสู่คุณนานหลายปี ในวันข้างหน้าเขาจะมาเป็นสหายที่ใกล้ชิด เพื่อนเล่นที่เป็นมิตรที่ไว้ใจได้ อย่างไรก็ตาม หากปราศจากความพยายามสิ่งนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น คุณควรเริ่มฝึกเขา ตั้งเต่ยังเล็กอยู่ เพื่อต้อนรับเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว ก็เหมือนๆกับเด็กทารกนั่นเอง ลูกสุนัขที่ได้มาใหม่ ต้องการอาหาร การหลับนอน การเล่นและการฝึกที่สม่ำเสมอ ซึ่งก็หมายความว่าเขาต้องการการดูแล และเอาใจใส่อย่างมาก เราตระหนักดีว่าเจ้าของลูกสุนัขที่มาใหม่มีความผูกพันกันอย่างมาก เราจึงนำท่านและลูกสุนัขมาอยู่ด้วยกันเพื่อจะได้เริ่มต้นอย่างถูกต้อง ซึ่งประกอบด้วยเคล็ดลับเบื้องต้นเกี่ยวกับในวันแรกที่เขาเข้ามาอยู่ในบ้าน เป็นต้นว่า ที่อยู่ของลูกสุนัข การเคี้ยวและการฝึกในบ้าน เป็นต้น
ที่อยู่ของลูกสุนัข
ลูกสุนัขต้องการที่อยู่ที่เป็นส่วนตัว หากล่องหรือที่นอนสำหรับสุนัขไว้ในคอกที่อบอุ่นและมีมุมที่ไม่มีลมโกรก (กรงสุนัขที่ใช้ในเวลาการเดินทางจะได้เปรียบ เพราะสามารถนำมาใช้ได้ตลอดอายุขัยของเขา ถ้าจะซื้อมาใช้ ต้องให้มีขนาดใหญ่พอเมื่อเขาโตเต็มที่) เขาจะใช้กรงเป็นสถานที่พักผ่อนนอนหลับและรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจ เอากล่องกระดาษหรือกล่องไม้วางด้านข้างลงทำเป็นเตียงนอนที่มิดชิด เขาก็จะยิ่งรู้สึกปลอดภัย เหตุผลก็คือว่า บรรพบุรุษซึ่งคล้ายกับหมาป่าของเขาเคยอาศัยถ้ำเป็นบ้านพัก โดยสัญชาตญาณลูกสุนัขก็จะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยในที่ที่คล้ายกับถ้ำ อาจจะปูพื้นด้วยผ้าเช็ดตัว หรือผ้าห่มเก่าๆที่อยู่ของเขาก็จะสมบูรณ์แบบ เมื่อเขาอยู่ในที่ของเขา อย่าได้รบกวนหรือดึงตัวเขาออกมา ควรให้เขาออกมาเองอย่าให้เด็กๆ รบกวนหรือเย้าแหย่เขาเล่น เขาต้องการความรู้สึกปลอดภัยถ้าเขาอยู่ในที่ของเขา อย่ากักขังเขาในกรงเป็นเวลานานๆ ถ้าเขาทำอะไรผิดก็อย่าได้ไล่เขาเข้าไปในกรง การทำอย่างนั้นจะทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็นที่ทำโทษเขา แทนที่จะเป็นสถานที่พักที่มีความสุขสบาย คุณควรจะรู้สึกสบายใจที่ลูกสุนัขมีที่ของตัวเอง เขาจะไปงีบหรือขดตัวนอนอย่างมีความสุขตลอดคืน โดยไม่เห่าหรือร้องคราง และคุณก็รู้ว่าเขาจะไม่ก่อความเดือดร้อนให้แม้คุณจะไม่คอยเฝ้าดูเขาก็ตาม
การเคี้ยว
ฟันของลูกสุนัขจะขึ้นอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 3 ถึง 6 เดือน ในช่วงนี้ควรจะให้ อะไรเขาเพื่อขบเคี้ยว เพื่อช่วยในการขึ้นของฟัน ลูกสุนัขจะกัดสิ่งของโดยไม่เลือก เขาไม่รู้ว่านั่นคือรองเท้าคู่ที่ดีที่สุดของคุณ หรือมันคือขาโต๊ะที่เป็นวัตถุโบราณเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดจากลูกสุนัข ขอแนะนำให้หาของขบเคี้ยวที่ไม่แตกหักหรือเป็นภัยกับลูกสุนัขเพื่อจะขบเคี้ยวเล่น เช่น ลูกบอลยางที่โตและแข็งพอที่เขาจะกลืนไม่ได้ หรืออาจจะเป็นกระดูกเทียม คุณอาจจะให้รองเท้าเก่าๆ หรือวัสดุที่มีรูปร่างคล้ายรองเท้าเหมือนของคน เพราะสุนัขคิดว่าจะเป็นรองเท้าอะไรก็ได้ทั้งนั้นเพื่อความสนุกสนาน อย่าให้กระดูกจริงทั้งสุกและดิบก็ตาม เพราะกระดูกแตก ทำให้เกิดบาดแผลในปากหรือติดคอในขณะที่เขากลืนเศษกระดูกเข้าไป หาทางทำให้กระดูกเทียมและลูกบอลเป็นที่ดึงดูดสำหรับลูกสุนัข โดยที่คุณนำสิ่งเหล่านั้นมาเล่นเกมส์กับเขา เมื่อไรก็ตามหากลูกสุนัขเขาเริ่มจะกัดแทะสิ่งของที่ต้องห้ามก็รีบนำกระดูกเทียมหรือลูกบอลให้แทน ออกคำสั่งว่า "อย่า" อย่างขึงขังแล้วนำสิ่งของที่มีค่าออกห่างจากเขา เมื่อเห็นว่าเขาเริ่มกัดแทะของที่เราให้เขา ก็ให้กล่าวชมความประพฤติที่ดี แล้วจะรู้สึกว่าจะมีการตอบสนองอย่างมีความสุข ช่วยให้ลูกสุนัขให้อยู่ห่างไกลจากสิ่งที่เป็นโทษ เป็นต้นว่า น้ำยาทำความสะอาดทินเนอร์ สารเคมีที่ใช้ในบ้านเรือน และสิ่งของที่มีอันตราย โดยเก็บสิ่งเหล่านั้นในตู้ที่ล็อกกุญแจได้
การฝึกในบ้าน
ควรฝึกลูกสุนัขโดยทันที เริ่มจากการให้อาหารลูกสุนัขเป็นเวลาและพาออกไปเที่ยวนอกบ้านบ่อยๆ ถ้าหากคุณเลี้ยงลูกสุนัขของคุณด้วยอาหารของลูกสุนัขของยูคานูบาหรืออามส์สำหรับลูกสุนัข จะพบว่าเวลาในการฝึกจะสั้นลงเนื่องจากการให้อาหารและการขับถ่ายจะเป็นกิจวัตรจะมีสิ่งบอกเหตุซึ่งคุณคุณต้องคอยสังเกตว่า ถึงเวลาที่จะต้องนำลูกสุนัขออกไปนอกบ้าน ในกรณีที่ลูกสุนัขเดินไปตามพื้นเป็นรูปวงกลม นั่งหรือร้องครางอยู่ที่ประตู หรือถ้าคุณมองเห็นสุนัขของคุณมองคุณด้วยสายตาวิงวอน และกระวนกระวาย นั่นแสดงว่าเป็นเวลาที่คุณควรจะนำเขาออกไปข้างนอกหลังจากที่ลูกสุนัขปัสสาวะเสร็จ ให้ชมเขาอย่างเงียบๆ แล้วนำเขาเข้ามาในบ้านในไม่ช้าเขาก็จะเชื่อมโยงการปัสสาวะนอกบ้านกับคำชมเชยของคุณ
เมื่อไหร่ถึงจะพาลูกสุนัขออกไปนอกบ้าน- หลังจากพระอาทิตย์ขึ้นเพียงเล็กน้อย สำหรับลูกสุนัขส่วนใหญ่ - หลังจากการงีบของเขา - หลังจากกลับบ้านมาหาเขา ซึ่งปล่อยให้อยู่โดยลำพัง - หลังอาหารโดยทันที - หลังจากที่คุณจะพักผ่อน เมือไรก็ตามที่ลูกสุนัขจ้องมองคุณ
แล้วเขาก็กระตือรือร้นที่จะเอาใจคุณ บางครั้งอาจจะพบว่ามีการขับถ่ายเลอะเทอะ คุณก็ไม่ควรขึ้นเสียงหรือตบตีเขาหรือจับเขาดมสิ่งที่เขาขับถ่ายออกมา ในขณะที่เขาอาจจะหมอบคุดคู้ด้วยความหวาดกลัว เขายังเล็กเกินไปที่จะโดนการดุว่าในเรื่องการขับถ่ายที่เลอะเทอะ ถ้าคุณพบเขากำลังถ่ายอยู่ ก็จงรีบนำเขาออกไปนอกบ้านเพื่อให้เขาขับถ่ายจนสุดแล้ว ให้กล่าวชมในความพยายามของเขา การทำความสะอาดสิ่งขับถ่ายที่เลอะเทอะ สารดับกลิ่นและสารขับไล่แมลงจะช่วยได้มาก อย่าใช้สารทำความสะอาดที่มีแอมโมเนียเป็นส่วนผสม แม้ว่าในทางเคมีแอมโมเนียและยูรีน จะมีส่วนคล้ายคลึงกันเมื่อทำความสะอาด ควรจะต้องให้แห้งสนิท หาไม่แล้วลูกสุนัขของคุณจะกลับมาสูดดมกลิ่นที่ทำให้เลอะเทอะและอาจจะถูกกระตุ้นให้ทำความเลอะเทอะอีก

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ความรู้พื้นฐานเรื่องสุนัขท้อง

ความรู้พื้นฐานเรื่องสุนัขท้อง
1. ลักษณะของสุนัข สุนัขตัวผู้ สุนัขตัวผู้จะโตเป็นหนุ่มเมื่ออายุได้ 6 เดือน หรือเมื่ออัณฑะสุนัขลงถุงแล้ว ก็สามารถผสมพันธุ์ได้ แต่สุนัขจะสมบูรณ์ เมื่ออายุ
ประมาณ 9-12 เดือน ถ้าผู้เลี้ยงไม่ต้องการให้สุนัขผสมพันธุ์ ก็ควรจะทำหมันเสีย สำหรับสุนัขที่ไม่ทำหมัน มักจะมีนิสัยก้าวร้าว ชอบกัดกัน วิ่งไล่รถมี
พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ เช่น ชอบขี่ขาคน หรือขึ้นขี่เด็ก ๆ เห่าหอน เป็นต้นสุนัขตัวเมีย สุนัขจะเข้าสู่ระยะเป็นสาวและเริ่มเป็นสัดครั้งแรกเม ื่ออายุแตกต่างกัน
ขึ้นอยู่กับขนาดของพันธุ์ และการจัดการ แต่โดยเฉลี่ยจะมีสัดครั้งแรกประมาณ 6-24 เดือนหรือมากกว่า สุนัขเป็นสัดเฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง
2. วงจรการเป็นสัดของสุนัข วงจรการเป็นสัดของสุนัข สามารถแบ่งได้เป็น 4 ระยะ คือ
1. ระยะก่อนสัด (PRO-OESTRUS) ระยะนี้โดยเฉลี่ยใช้เวลา 9 วัน อาการที่บ่งบอก ได้แก่ ปากช่องคลอดเริ่มบวมขึ้น มีน้ำเมือกใสข้นไหล
ออกมา บางทีอาจไม่พบเมือกเพราะแม่สุนัขกินหมด สุนัขถ่ายปัสสาวะบ่อย แต่มีน้ำปัสสาวะน้อยและมีการปล่อยสาร PHEROMONES ดัง
นั้น จะเริ่มพบว่ามีสุนัขเพศผู้มาติดพัน
2. ระยะสัด (OESTRUS) เป็นระยะที่นับจากการที่สุนัขตัวเมียยืนนิ่งยอมให้ตั วผู้ผสม จนถึงระยะที่ตัวเมียไม่ยอมให้ตัวผู้ผสม โดยเฉลี่ยใช้
เวลา 9 วัน เป็นระยะที่มีการตกไข่มากจากรังไข่ ดังนั้น ผู้เลี้ยงจะต้องเช็คระยะนี้ให้ถูกต้องแม่นยำเพื่อการ เพาะพันธุ์ลูกสุนัข
3. ระยะหลังสัด (METOESTRUS) ระยะนี้ใช้เวลา 90 วัน ท้องเทียมมักเกิดในช่วงดังกล่าว
4. ระยะพัก (ANOESTRUS) เป็นระยะที่รังไข่หยุดกิจกรรม จากระยะหลังสัดถึงระยะพักเฉลี่ยแล้วประมาณ 4-6 เดือน การที่ผู้เลี้ยงสุนัขเข้าใจวงจรการเป็นสัดของสุนัข จะช่วยให้ผู้เลี้ยงประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ได ้ง่ายขึ้น

3. การตั้งท้องสุนัขมีระยะเวลาการตั้งท้องประมาณ 55-64 วัน และจะสามารถตรวจได้เมื่อตั้งท้อง 4-6 อาทิตย์ โดยการคลำตรวจหรือการเอ๊กซเรย์ในวันที่
45 ของการตั้งท้อง หรืออาจสังเกตจากอวัยวะเพศ การดูแลสัตว์ในช่วงท้อง มีตั้งแต่การให้อาหาร โดยในช่วงเดือนแรกของการตั้งท้องผู้เลี้ยงควรให้ปริมาณปกติ
เมื่อท้องได้ 5 สัปดาห์ ปรับปริมาณอาหารที่ให้พลังงานเพิ่มอีก โดยเฉพาะตับ ไข่ นม หรืออาหารที่มีโปรตีนในช่วงท้ายของการตั้งท้องและช่ว งให้นม เพราะลูก
จะได้รับอาหารที่แม่สะสมไว้ แม่หมาจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนหลัง เมื่อน้ำหนักเพิ่มควรให้ปริมาณอาหารเพิ่มด้วย เน้นพวกโปรตีน ในสุนัขพันธุ์เล็กที่กิน
อาหารน้อยอยู่แล้ว ควรเพิ่มปริมาณอาหารที่มีไขมันปน เพื่อจะได้รับพลังงานด้วย อย่าให้อาหารมากเกินไป เพราะถ้าสุนัขอ้วนแล้วจะทำให้คลอดลำบาก ควรให้
แม่สุนัขออกกำลังกายพอสมควร เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง การให้เดินออกกำลังกายก็เพียงพอแล้ว การถ่ายพยาธิในแม่พันธุ์ ควรจะถ่ายพยาธิปีละ 3-4 ครั้ง
รวมทั้งช่วงกลางของการตั้งท้อง โดยถ่ายให้ครอบคลุมพยาธิทุกชนิด ภาวะท้องเทียมภาวะท้องเทียมจะเหมือนกับการตั้งท้อง คือ หลังจากผสมพันธุ์ประมาณ
5-6 สัปดาห์ แม่สุนัขจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นแต่ไม่ท้อง ภาวะท้องเทียมนี้อาจเกิดได้ในสุนัขที่เคยตั้งท้องปกต ิ ภาวะนี้ อาจโน้มนำให้เกิดปัญหามดลูกอักเสบและ
มะเร็งเต้านมได้ วิธีแก้ไขก็ด้วยการฉีดฮอร์โมนเพื่อให้น้ำนมหยุดไหล และทางที่ดีที่สุดคือ การทำหมัน4. ความผิดปกติหลังการคลอดมักจะไม่เกิดกับสุนัขที่เจ้า
ของให้อาหารอย่างถูกต้อง และเลี้ยงดูอย่างถูกวิธี ปัญหาที่มักพบหลังคลอด ได้แก่ รกค้างมดลูกเข้าอู่ไม่สมบูรณ์ มดลูกอักเสบ ไม่มีน้ำนม เต้านมอักเสบ และ
อาการชักเนื่องจากขาดแคลเซียม รกค้าง (RETAINED PLACENTA) ในกรณีสงสัยว่ารกค้าง จะสังเกตได้จากมีน้ำสีเขียวเข้มจนถึงคล้ำไหลออก
มาจาก ช่องคลอดต่อเนื่องเกิน 12 ชั่วโมง ถ้าคลำท้องจะพบว่ามดลูกมีขนาดใหญ่เป็นลูกคลื่น อาการรกค้างพบในแม่สุนัขที่คลอดลูกนานกว่าปกติ และสุนัขพันธุ์
เล็ก (TOY BREED) ดังนั้น เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากรกค้าง ผู้เลี้ยงควรจะนับรกเวลาทำคลอดด้วยและเมื่อพบว่ามีรก ค้างเกิดขึ้น ควรรีบพาสุนัขไป
พบสัตว์แพทย์โดยเร็วที่สุด มดลูกอักเสบ (METRITIS) ปัญหานี้มักเกิดในสัปดาห์แรก ภายหลังการคลอดหรือแท้งลูก ทั้งนี้ เพราะมีการติดเชื้อเข้าไปใน
มดลูก ปัจจัยที่ทำให้เกิดมดลูกอักเสบ ได้แก่- ลูกหรือรกค้างอยู่ในมดลูก - การเอาเครื่องมือที่สกปรก สอดเข้าไปในช่องคลอด ในเวลาทำคลอด - สิ่งแวดล้อม
ขณะทำคลอดสกปรก - กล้ามเนื้อมดลูกเปื่อยปัญหาที่เกี่ยวกับการให้นม การให้นมลูกของแม่สุนัขขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้ ได้แก่ พันธุกรรม สุขภาพปัจจุบัน
โปรแกรมการให้อาหาร ปัญหาเรื่องการให้นม ประกอบด้วย ภาวะไม่มีน้ำนม เต้านมบวมน้ำ เต้านมอักเสบ เพราะฉะนั้น การคัดเลือกประวัติแม่สุนัขที่มีสุขภาพ
แข็งแรง การให้อาหารที่สมดุลย์ จะช่วยลดปัญหาภาวะไม่มีน้ำนมได้ ภาวะไม่มีน้ำนมนั้น เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงภาวะความผิดปกติของการให้นมของแ ม่สุนัข
สาเหตุส่วนใหญ่มาจากความผิดปกติของฮอร์โมน หรือความผิดปกติของต่อมน้ำนม ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาที่เกี่ยวกับน้ำนม ผู้เลี้ยงควรจะรีบพาสุนัขไปพบสัตว์
แพทย์โดยเร็วที่สุ ด เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะภาวะผิดปกติเช่นนี้จะไม่เพียงแต่จะมีผลกับแม่สุ นัขเท่านั้น หากยังส่งผลต่อลูกสุนัขอีกด้วย

สายพันธ์ของสุนัข

1.Toy Group

2.Sporting Group


3.Herding Group



4.Working Group
5.Hound Group



การเลือกซื้อสุนัข

การเลือกซื้อลูกสุนัข
การที่เราจะเลือกซื้อลูกสุนัขแสนรักของเราสักตัวนั้นไม่ว่าจะเป็นพันธุ์อะไรก็ตาม มันอาจจะเป็นความทรงจำที่ยาวนานเลยก็ว่าได้ มันเป็นเรื่องง่ายที่เราจะตกหลุมรักลูกสุนัขตัวใดตัวหนึ่งในคลอกที่เราได้ไปดู ไม่ว่าจะเป็นที่ตลาดนัดหรือตามบ้านและฟาร์ม เนื่องจากลูกสุนัขทุกตัวมีความน่ารักเหมือนๆกันหมด บางครั้งคุณอาจจะโชคดีที่คุณเลือกมาได้ถูกตัวเป็นสุนัขที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็มีบ่อยครั้งที่คนส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจผิดพลาด และมักจะจบลงด้วยความปวดหัวของเจ้าของและสุดท้ายคุณก็ยังต้องรับผิดชอบชีวิตของเขาไปอีกนานแสนนาน
แนวทางต่อไปนี้เป็นแนวทางคร่าวๆที่เราอาจนำมาใช้ในการเลือกซื้อลูกสุนัขของคุณ อย่าได้กังวลหรือเกรงใจที่จะถามคำถามเหล่านี้ เพราะข้อมูลทั้งหมดในนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานทั่วๆไปที่คุณควรจะทราบเพื่อนำมาพิจารณาในการเลือกซื้อ ผู้เพาะพันธุ์ที่ดีจะยินดีตอบคำถามที่คุณสนใจทุกคำถาม

ข้อมูลอะไรที่คุณควรจะถามจากผู้เพาะพันธุ์
สอบถามถึงใบประวัติสายพันธุ์ (Pedigree) ของลูกสุนัข ใบเพ็ดดีกรีควรจะมีการแสดงประวัติอย่างน้อย 3 generations
สอบถามถึงการวางแผนการผสมพันธุ์ เช่น ทำไมถึงใช้พ่อพันธุ์ตัวนี้ หรือ แม่พันธุ์ผสมมากี่ครั้งแล้วในรอบปีนี้
ถามถึงข้อบกพร่องต่างๆของทั้งพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ เช่น เรื่องของฟัน ผู้เพาะพันธุ์ที่ดีควรจะมีความรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์และยินดีที่จะบอกข้อบกพร่องต่างๆของสุนัขตนเอง
สอบถามถึงลูกสุนัขที่เราสนใจว่าควรจะถูกจัดอยู่ในระดับใด เช่น ระดับประกวด ระดับเลี้ยงใว้เป็นเพื่อน หรือเพื่อเล่นกีฬาต่างๆ
สอบถามถึงการบริการหรือการสนับสนุนต่างๆจากผู้เพาะพันธุ์ เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จกับเป้าหมายของคุณ เช่น การประกวดสุนัข เป็นต้น
สอบถามถึงโรคทางพันธุกรรมต่างๆของทั้งพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ เช่น โรคข้อสะโพก โรคเกี่ยวกับตา โรคเหล่านี้สามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกได้ ดังนั้นคุณไม่ควรซื้อลูกสุนัขที่เกิดจากการผสมพันธุ์นี้
สอบถามว่ามีการรับประกันสุขภาพของลูกสุนัขหรือไม่ ผู้เพาะพันธุ์ที่มีความรับผิดชอบมักจะให้การประกันสุขภาพที่ 7-10 วัน นับจากวันที่ซื้อหากไม่มีการรับประกันคุณควรจะตกลงกับผู้ขายถึงการคืนสุนัข หากนำไปให้สัตว์แพทย์ตรวจสุขภาพแล้วไม่ผ่านในวันที่ซื้อลูกสุนัข
สอบถามถึงการทำวัคซีน และการถ่ายพยาธิ
ขอคำแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงต่างๆ เช่น การให้อาหาร ชนิดของอาหาร เป็นต้น